ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ประวัติโรงเรียน
ประวัติโรงเรียน

ประวัติโรงเรียน

 

  1. ชื่อและที่ตั้ง

โรงเรียนบ้านหนองหว้า ตั้งอยู่หมู่ที่ 4บ้านโนนแดง  ตำบลคูขาด  อำเภอคง  จังหวัดนครราชสีมา บนที่ราชพัสดุ  เลขที่  นม.  1325  หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง  เลขที่  นม. 1159  เนื้อที่  22  ไร่  3  งาน  61  ตารางวา

 

  1. ประวัติและความเป็นมา

โรงเรียนบ้านหนองหว้า  ตั้งขึ้นเมื่อวันที่  1 มิถุนายน  2482  เดิมชื่อว่า “โรงเรียนประชาบาลตำบลเมืองคง 9  ( วัดบ้านหนองหว้า ) ”         อาศัยศาลาการเปรียญวัดบ้านหนองหว้าเป็นสถานที่เรียน        มีนายอิน  ช่างเหล็ก( นายอิน  บูรณปรีชา )  เป็นครูใหญ่  มีนายแดง  สินนอก  ( นายแดง   วิทโยปกรณ์ )  และนายตา  นามสว่าง  เป็นครูผู้สอน  มีเด็กนักเรียน ชาย -  หญิง  จากหมู่บ้านหนองหว้ามาเข้าเรียนครั้งแรกจำนวน  64  คน  เปิดทำการสอน  4  ชั้นเรียน  ได้แก่ชั้นมูล  ก  ชั้นมูล  ข  ชั้นประถมปีที่  1  และชั้นประถมปีที่  2

วันที่1 กรกฎาคม 2486  มีการเปลี่ยนแปลงเขตตำบล  และหมู่บ้าน  โรงเรียนขึ้นอยู่ในเขตตำบลดอนตะหนิน อำเภอบัวใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนประชาบาลตำบลดอนตะหนิน 13  ( วัดหนองหว้า )”

วันที่  14  สิงหาคม  2496  มีการเปลี่ยนแปลงเขตตำบลและหมู่บ้านอีกครั้ง  โรงเรียนจึงขึ้นอยู่ในเขตตำบลเมืองคง  อำเภอคง  จึงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น  “ โรงเรียนวัดบ้านหนองหว้า ”

              วันที่  20  เมษายน  2513  กระทรวงมหาดไทยประกาศตำบลใหม่  โรงเรียนอยู่ในเขต  ตำบลคูขาด  อำเภอคง  ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

 

การตั้งโรงเรียนเอกเทศถาวร

วันที่  1 พฤษภาคม  2510  นายสมศรี  ศรีนอก  ครูใหญ่สมัยนั้นร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน  กรรมการสถานศึกษา  ในเขตบริการโรงเรียน  หาเงินก่อสร้างอาคารเอกเทศถาวร  ตามแบบ ป.1 ฉ  ( เตี้ย ) ขนาด  5  ห้องเรียนขึ้น  ในที่ดินของโรงเรียนแต่ยังไม่แล้วเสร็จใช้เป็นสถานที่เรียนไม่ได้

                วันที่  28  ธันวาคม  2513    เกิดวาตภัยพายุพัดอาคารเรียนที่ค้างการก่อสร้างเสียหาย   ทางราชการจึงได้จัดสรรงบประมาณมาซ่อมแซมและต่อเติมจนแล้วเสร็จใช้เป็นสถานที่เล่าเรียนได้เมื่อวันที่18  พฤศจิกายน  2514

พ.ศ. 2519  ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณจากสภาตำบลคูขาดให้ต่อเติมอาคารเรียน ป. 1 ฉ.

(เตี้ย)  อีก  2  ห้องเรียน

                พ.ศ.  2527  ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนแบบ  สปช.105/26 ขนาด 4ห้องเรียน 1 หลัง

                พ.ศ.  2539  ทางโรงเรียนได้หางบประมาณมาต่อเติมด้านล่าง  อาคาร  สปช. 105/26  จำนวน  1  ห้องเรียน  โดยไม่อาศัยงบประมาณจากทางราชการ

                พ.ศ.  2550  ทางโรงเรียนได้หาเงินก่อสร้างอาคารเรียนอนุบาล  1  หลัง  ขนาด  3  ห้องเรียน  โดยไม่อาศัยงบประมาณจากทางราชการ

                พ.ศ.  2552  ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณต่อเติมด้านล่าง  อาคารเรียน  สปช. 105/26  จำนวน  3  ห้องเรียน

                พ.ศ.2550  ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน  แบบ  สปช.105/29  จำนวน  4ห้องเรียน  ใต้ถุนสูง

 

การขยายชั้นเรียน

                เดิมโรงเรียนเปิดสอนในระดับชั้นมูล  ก.  มูล  ข.     ประถมศึกษาตอนต้น  ชั้น  ป. 1  - 4  และได้รับอนุมัติให้ขยายชั้นเรียนตามลำดับดังนี้

                ปีการศึกษา  2521   เปิดขยายชั้นประถมศึกษาปีที่  5

                ปีการศึกษา  2522  เปิดขยายชั้นประถมศึกษาปีที่  6

                ปีการศึกษา  2528  เปิดขยายชั้นก่อนประถมศึกษาในชั้นเด็กเล็ก

                ปีการศึกษา  2535  เปิดขยายชั้นอนุบาลปีที่  1

                ปีการศึกษา  2536  เปิดขยายชั้นอนุบาลปีที่  2  แทนชั้นเด็กเล็ก

                ปีการศึกษา  2539  เปิดขยายโอกาสชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

                ปีการศึกษา  2550  เปิดขยายโอกาสชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2

                ปีการศึกษา  2551  เปิดขยายโอกาสชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3

ปัจจุบันเปิดทำการสอน 3 ระดับชั้น  ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 จำนวน 11 ชั้นเรียน

ในปีงบประมาณ  2552  โรงเรียนได้ทำการศึกษาสภาพของโรงเรียนโดยวิเคราะห์สภาพทั่วไป (SWOT)  ดังกล่าว

 

S  (จุดแข็ง)

W  (จุดอ่อน)

O  (โอกาส)

T  (สิ่งกีดขวาง)

1.โรงเรียนมีอาคารสถานที่เหมาะสมกับสภาพชุมชน

2. มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้ความสามรถเหมาะสมกับคุณวุฒิ  วัยวุฒิทางการศึกษา

1. สถานที่โรงเรียนมีบริเวณกว้างเนื้อที่บางส่วนไม่ได้ใช้ประโยชน์

2. ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรงตามวิชาเอกและความถนัด

1. ประสานงานองค์กรชุมชน  อบต.ของบประมาณในการปรับปรุงอาคารสถานที่

2. สนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพและความถนัด

1. ขาดการประสานงานระหว่างองค์กรชุมชน  อบต.

2. ไม่สามารถเลือกบรรจุครู,บุคลากรได้

3. การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาความรักและ

S  (จุดแข็ง)

W  (จุดอ่อน)

O  (โอกาส)

T  (สิ่งกีดขวาง)

3. ชุมชน  องค์กรชุมชน  คณะกรรมการสถานศึกษามีความเข้มแข็ง

4. มีแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างหลากหลาย

5. มีกระบวนการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

6. บุคลากรทางการศึกษาในการใช้เทคโนโลยี (ICT )สูง

7.สภาพเศรษฐกิจของชุมชนมีความคล่องตัว

3. ชุมชน  องค์กรชุมชน  คณะกรรมการสถานศึกษาเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาน้อย

4. ยังไม่ได้จัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น  และใช้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างจริงจัง

5. ขาดงบประมาณในการสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษาในการผลิตผลงานวิจัย

6. ขาดเครื่อง มือและคอมพิวเตอร์และ ICT เชื่อมโยงระบบการเรียนรู้

7. ผู้ปกครอง  ชุมชนสะดวกในการเคลื่อนย้าย อพยพที่อยู่บ่อย

3.ใช้การบริหารงานโรงเรียนแบบมีส่วนร่วม(SBM)

4. ให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมจัดการศึกษา

5. ตั้งงบประมาณในการพัฒนาบุคลากรและการทัศนศึกษาดูงาน

6. จัดตั้งงบประมาณจัดซื้อคอมพิวเตอร์

(ICT ) ต่อเชื่อมโยงระบบ Internet

7. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม  ชุมชนองค์กร ชุมชนตามสภาพเศรษฐกิจ

ความสามัคคี

4.องค์กรชุมชนเห็นความสำคัญการศึกษาของโรงเรียนน้อยไป  ไม่มีเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

5. งบประมาณมีจำนวนจำกัด

6.การจัดลำดับความสำคัญยังไม่นำผลงานการประเมิน สมศ. มาปรับเพื่อตั้งงบประมาณรองรับ

7. ประชาชน  ผู้ปกครอง  ชุมชนองค์กร ชุมชนมีตัวเลือกในการรับบริการ

 

ข้อสรุปผลการประเมินของ  สมศ.

                ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายให้ผู้เรียน  ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ฝึกปฏิบัติได้  ทำได้  คิดเป็น  ทำเป็น  นำแหล่งเรียนรู้ในและนอกโรงเรียน  เชิญวิทยากรบุคคลภายนอกปราชญ์ชาวบ้าน  ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน  ให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการโดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ทักษะการคิด  การสร้างปัญญาโดยการเรียนรู้แบบโครงงานให้ครอบคลุมทุกชั้นเรียน  ฝึกให้นักเรียนรู้จักตั้งคำถามจาการอ่าน  การตั้งข้อสันนิษฐาน  นำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เรียน  ร่วมกันจัดทำโครงการ/กิจกรรมให้มีความสอดคล้องกันทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้รวมทั้งมอบหมายให้ครูที่มีศักยภาพทำการวิจัยเพื่อพัฒนา  ( R&D )  หรือเชิญตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมาเขต  6  หรือสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพเป็นเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือแลกเปลี่ยนเรียนรู้

                ส่งเสริมให้ครูวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา  หลักสูตรท้องถิ่น  ลัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสาระที่สอนในลักษณะบูรณาการที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน  และให้ครูพัฒนาการสอน  ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้  ในรูปของการสอนแบบบูรณาการ  โครงงาน  แฟ้มสะสมงาน  การแสดง  การสาธิต  การทดลองและการนำเสนองาน  หรือการทดสอบด้วยการเขียน  โดยการใช้เกณฑ์ประเมิน ( Rubric )  เป็นแนวทางการให้คะแนน ( Scoring  guide ) ซึ่งสามารถจำแนกระดับความสำเร็จในการเรียนหรือการปฏิบัติของนักเรียนได้อย่างชัดเจนจากดีมากจนถึงต้องปรับปรุงแก้ไข

                สถานศึกษาควรจัดทำแผนกลยุทธ์พัฒนาสถานศึกษา  3-5  ปี อย่างจัดเจนเหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น  ศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตร  หลักการและวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน  วางระบบและกลไกในการประกันสุขภาพภายในสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจากต้นสังกัด  ควรจัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง  ส่งเสริมและสนับสนุนให้กรรมการสถานศึกษากำหนดทิศทางและการบริหารสถานศึกษา  ปรับปรุงและพัฒนาห้องปฏิบัติการพิเศษต่างๆ   ให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครอบคลุมทุกช่วงชั้น  อาทิ  ห้องปฏิบัติการทักษะอาชีพ  ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  ห้องปฏิบัติการทางภาษา ( Sound  Lab )  ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์  เป็นต้น  ให้ความสำคัญในการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญจำเป็น  เพราะห้องสมุด  คือหัวใจปฏิรูปการศึกษา  จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการใช้บริการ  ครูผู้สอนควรประสานงานกับครูบรรณารักษ์เพื่อร่วมกันกำกับ  ติดตามนักเรียนในการใช้บริการห้องสมุดในเวลาเรียนอย่างมีวัตถุประสงค์  จัดกิจกรรมที่สร้างแรงกระตุ้นและส่งเสริมนักเรียนให้รู้จักแสวงหาความรู้และค้นคว้าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  โดยการเพิ่มหนังสือพิมพ์  วารสาร  นิตยสาร  หนังสือเสริมสร้างประสบการณ์  รวมทั้งติดตั้งอินเตอร์เน็ตให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลอย่างแท้จริง  จัดให้มีมุมหนังสือทุกชั้นเรียน  จัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่กระตุ้นละสร้างสิ่งเร้าให้ครู  และนักเรียนได้มีนิสัยรักการอ่าน

ระยะเวลาในการพัฒนาสถานศึกษาให้ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. ในแต่ละมาตรฐานและในภาพรวม  3 ปี

ทิศทางการพัฒนาสถานศึกษาในอนาคต

                สถานศึกษา  มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  คณะกรรมการบริหารโรงเรียนและคณะกรรมการอุปถัมภ์โรงเรียนในฝันที่มีศักยภาพสูง  มีความพร้อมในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาสถานศึกษา  ผู้บริหารและครูมีความรู้ความสามารถ  ในการบริหารจัดการเรียนการสอน  โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ดังนั้น  ทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควรนำภูปัญญาท้องถิ่น  ปราชญ์ชาวบ้าน  วิทยากรบุคลภายนอก  แหล่งเรียนรู้ภายนอกโดยเฉพาะแหล่งงานประกอบอาชีพอิสระมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน  การฝึกปฏิบัติงาน  ฝึกทักษะชีวิตให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงเรียน